สิ่งที่หลายคนมักมองข้าม แต่ส่งผลทางกฎหมายและธุรกิจโดยตรง
ข้อพิพาททางธุรกิจจำนวนมากเกิดจากการที่ไม่ได้ตรวจรายละเอียดให้รอบคอบ ก่อนเซ็นสัญญาทำให้ฝ่ายที่ไม่ตรวจสัญญาอย่างละเอียดรอบคอบเสียเปรียบในทางสัญญาเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้สัญญาหลายฉบับดูเหมือนเป็นเพียงเอกสารสำเร็จรูป แต่ในความเป็นจริงนั้น รายละเอียดบางประโยค หรือบางถ้อยคำสามารถกำหนดได้ว่า ฝ่ายใดจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบหากเกิดปัญหาในอนาคต
ดังนั้น จากประสบการณ์ในการตรวจและร่างสัญญาทางธุรกิจของผมที่ผ่านมา สิ่งต่อไปนี้คือ 5 ประเด็นสำคัญที่คุณควรตรวจสอบทุกครั้งก่อนที่คุณจะเซ็นและบังคับใช้สัญญาทุกชนิด
1. รายละเอียดคู่สัญญา (Detail of Parties)
สิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคือ คู่สัญญาในสัญญาที่กำลังจะเซ็นเป็นใครกันแน่ แม้อาจดูเป็นรายละเอียดพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัติพบว่ามีข้อผิดพลาดในประเด็นนี้อยู่บ่อยครั้ง เช่น
- ระบุชื่อบริษัทไม่ตรงกับชื่อที่จดทะเบียนจริง
- ลงนามโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจลงนามแทนบริษัท
- ระบุเพียงชื่อทางการค้า (trade name) แต่ไม่ได้ระบุชื่อนิติบุคคลปัญหาดังกล่าวอาจทำให้เกิดความยุ่งยากหากต้องบังคับตามสัญญาในอนาคต เช่น การเรียกร้องค่าเสียหายหรือการดำเนินคดี ในกรณีของสัญญาที่ทำกับบริษัท ควรตรวจสอบอย่างน้อยว่า
- ชื่อบริษัทและเลขทะเบียนนิติบุคคลถูกต้องหรือไม่
- ผู้ลงนามมีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทหรือไม่
- ที่อยู่ของคู่สัญญาตรงกัที่อยู่ที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ในกรณีที่คู่สัญญาเป็น บุคคลธรรมดา ควรตรวจสอบรายละเอียดที่สามารถระบุตัวบุคคลได้อย่างชัดเจน เช่น
- ชื่อ–นามสกุลตามบัตรประชาชน
- เลขประจำตัวประชาชน
- ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านหรือที่อยู่ปัจจุบัน
- ข้อมูลติดต่อ เช่น หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมล
การระบุรายละเอียดดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะหากเกิดข้อพิพาทขึ้นในภายหลัง การดำเนินการตามกฎหมาย เช่น การส่งหนังสือบอกกล่าว การทวงถาม หรือการดำเนินคดี จำเป็นต้องสามารถ ระบุตัวและติดต่อคู่สัญญาได้อย่างชัดเจนและ รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้อาจดูไม่สำคัญในขณะลงนาม แต่หากเกิดข้อพิพาทขึ้นจริง การระบุคู่สัญญาอย่างถูกต้องถือเป็น พื้นฐานสำคัญของการบังคับใช้สัญญา
2. ขอบเขตหน้าที่ของคู่สัญญา (Scope of Work / Obligation)
สิ่งที่ควรพิจารณาคือ หน้าที่และความรับผิดของแต่ละฝ่ายถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนและครอบคลุมไว้ทุกอย่างตามที่ฝ่ายเราต้องการแล้วหรือไม่เพียงใด ในหลาย ๆ กรณี สัญญาอาจระบุหน้าที่ของฝ่ายหนึ่งไว้อย่างละเอียด แต่เขียนหน้าที่ของอีกฝ่ายหนึ่งไว้กว้างจนเกินไปหรือคลุมเครือจนไม่อาจทราบหน้าที่ตามสัญญาที่แท้จริง เช่น
- ใช้ถ้อยคำลักษณะ “ตามที่บริษัทเห็นสมควร”
- ไม่ระบุรายละเอียดของงานหรือมาตรฐานของผลงาน
- ไม่กำหนดกำหนดเวลาหรือขั้นตอนการดำเนินงาน
เมื่อเกิดข้อพิพาท แต่ละฝ่ายอาจตีความสัญญาไม่ตรงกัน ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งทางธุรกิจ หรือทางกฎหมายได้ง่าย
ดังนั้น ก่อนเซ็นสัญญาควรตรวจสอบว่า
- หน้าที่ของทั้งสองฝ่ายมีความสมดุลหรือไม่
- รายละเอียดของงานหรือบริการมีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่
- มีการกำหนดกำหนดกรอบเวลา หรือ ขั้นตอนที่ตรวจสอบได้หรือไม่
3. เงื่อนไขการชำระเงิน (Payment Terms)
ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับ “จำนวนเงิน” ในสัญญา แต่กลับมองข้าม เงื่อนไขการชำระเงิน
การมองข้ามในส่วนนี้อาจส่งผลต่อความเสี่ยงทางธุรกิจโดยตรง เช่น
- ต้องชำระเงินล่วงหน้าทั้งหมดก่อนเริ่มสัญญา หรือชำระเป็นงวด ๆ
- ไม่มีเงื่อนไขผูกพันให้คู่สัญญาต้องส่งมอบงานตามกำหนด
- มีค่าปรับกรณีจ่ายเงินล่าช้าจากฝ่ายเรา แต่ไม่มีมาตรหรือการเรียกร้องค่าเสียหายหากอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญา
สิ่งที่ควรตรวจสอบ มีดังนี้คือ
- เงื่อนไขการจ่ายเงินเป็นแบบใด (ล่วงหน้า / ตามความคืบหน้า / เมื่อส่งมอบงาน)
- มีขั้นตอน หรือเงื่อนไขการตรวจรับงานหรือไม่
- มีมาตรการคุ้มครองกรณีงานล่าช้าหรือไม่เป็นไปตามข้อตกลงหรือไม่
4. เงื่อนไขการยกเลิกสัญญา (Termination Clause)
เงื่อนไขการยกเลิกสัญญาเป็นข้อกำหนดที่มักถูกมองข้าม แต่มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในสัญญาที่มีระยะเวลายาว
บางสัญญาอาจกำหนดว่า
- ไม่สามารถยกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้
- การยกเลิกต้องจ่ายค่าปรับในอัตราสูง
- คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งสามารถยกเลิกได้ฝ่ายเดียว
หากธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง หรือโครงการไม่เป็นไปตามแผน เงื่อนไขดังกล่าวอาจทำให้ผู้ประกอบการ ไม่สามารถถอนตัวจากสัญญาได้โดยง่าย
ก่อนเซ็นสัญญาจึงควรพิจารณาว่า
- สามารถยกเลิกสัญญาได้ในกรณีใดบ้าง และกรณีใดห้ามยกเลิกสัญญา
- ต้องแจ้งล่วงหน้าในระยะเวลาเท่าใด
- มีค่าปรับหรือค่าเสียหายที่ต้องชำระหรือไม่
5. ข้อจำกัดความรับผิด (Limitation of Liability)
ในสัญญาทางธุรกิจจำนวนมาก มักมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ การจำกัดความรับผิดของคู่สัญญา
ข้อกำหนดลักษณะนี้อาจระบุว่า
- ความรับผิดของคู่สัญญาจำกัดไม่เกินมูลค่าสัญญา
- ไม่รับผิดความเสียหายทางอ้อมหรือความเสียหายต่อเนื่อง
แม้ข้อกำหนดดังกล่าวจะพบได้ทั่วไปในสัญญาธุรกิจ แต่หากกำหนดไว้ในลักษณะที่จำกัดความรับผิดมากเกินไป อาจทำให้ฝ่ายที่เสียหายไม่สามารถเรียกค่าเสียหายที่แท้จริงได้
ดังนั้นจึงควรตรวจสอบว่า
- มีการจำกัดความรับผิดหรือไม่
- หากมี จำกัดไว้ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่
- ครอบคลุมความเสียหายประเภทใดบ้าง
6. กฎหมายที่ใช้บังคับและศาลที่มีอำนาจ (Governing Law and Jurisdiction)
ในสัญญาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทต่างประเทศ หรือธุรกรรมข้ามพรมแดน มักมีการกำหนด กฎหมายที่ใช้บังคับและศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี
ตัวอย่างเช่น
- ใช้กฎหมายของประเทศอื่นเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับ
- หากเกิดข้อพิพาทต้องดำเนินคดีในศาลต่างประเทศ
ในทางปฏิบัติ เงื่อนไขดังกล่าวอาจทำให้การดำเนินคดีมีค่าใช้จ่ายสูงและซับซ้อนกว่าปกติ
จึงควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่า
- สัญญาอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศใด และฝ่ายเราควรจะใช้กฎหมายอะไรบังคับให้ฝ่ายเราได้รับผลประโยชน์
- หากเกิดข้อพิพาทต้องฟ้องคดีที่ศาล หรืออนุญาโตตุลาการ ณ ที่แห่งใด
บทสรุป
ในหลายกรณี ผู้ประกอบการไม่ได้เสียเปรียบเพราะไม่ได้อ่านสัญญา แต่เสียเปรียบเพราะ ไม่รู้ว่าควรพิจารณาประเด็นใดในสัญญาเป็นพิเศษ
สัญญาที่อาจดูเหมือนเป็นเอกสารมาตรฐาน อาจมีรายละเอียดที่ส่งผลต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น ก่อนลงนามในสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง การให้ทนายผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายช่วยตรวจสอบรายละเอียดของสัญญา จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ.


